วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Working places, furniture and technology: Strategies of flexibility of university library buildings - the case of Bozen/Bolzano

Working places, furniture and technology: Strategies of flexibility of university library buildings - the case of Bozen/Bolzano

Klaus Kempf
"Flexibility" as the basic principle of modern library buildings

นานนับศตวรรษที่ ห้องสมุดคือแหล่งรวบรวมข้อมูลสารสนเทศ ห้องสมุดถูกออกแบบมาให้เป็นที่เก็บทรัพยากรสารสนเทศเพื่อส่งเสริมการอ่าน 20 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้เกิดแนวคิดห้องสมุดเสมือนขึ้น เป็นห้องสมุดที่ไม่ต้องการอาคารแต่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศผ่านเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ ในปัจจุบัน ได้เกิดแนวคิดใหม่ตามบริบทของห้องสมุด ถือว่า อาคารห้องสมุดยังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่ง แต่มีความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมไปตามยุคสมัย
เกอร์ฮาร์ด เลียเบอร์ หัวหน้าอาคารห้องสมุดในเยอรมนี ได้ศึกษาดูงานในสหรัฐอเมริกา จากประสบการณ์ทำให้เขารับรู้ถึง นิยาม ของ “ยืดหยุ่น” เสน่ห์ของการก่อสร้างห้องสมุดสมัยใหม่ในเยอรมนี ตั้งแต่ยังคงไม่มีการก่อสร้างแบบโมดูลล่า จนหลายปีต่อมา การปรับเปลี่ยนรูปแบบห้องสมุดให้มีความยืดหยุ่นตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ เป็นสิ่งสำคัญในการออกแบบ อาคารห้องสมุดสมัยใหม่
“ยืดหยุ่น” กับยุคห้องสมุดประสม
ช่วงการปรับเปลี่ยนในห้องสมุด การออกแบบ จะต้องกำหนดความต้องการในการจัดวางวัสดุสิ่งพิมพ์และวัสดุดิจิตอลเข้าไปด้วย แนวคิดเกี่ยวกับการจัดห้องสมุดได้เปลี่ยนไปเป็นห้องสมุดประสม (ห้องสมุดสื่อประสม , น้ำทิพย์ วิภาวิน) อย่างไรก็ตาม รูปแบบห้องสมุดในที่นี้มีความหมายมากกว่า สถานที่เก็บวัสดุต่างๆ ที่มีหลังคา แต่เป็นแนวคิดใหม่ในการบริการ เพราะโลกก้าวเข้าสู่ยุคเครือข่ายดิจิตอล สภาพห้องสมุดที่โดดเดี่ยวโดดเดี่ยว ถูกทอดทิ้งจากนักศึกษาและผู้ใช้ เป็นสถานที่ที่น่ากลัวจะไม่มีอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม ห้องสมุดจะกลายเป็นสถานที่ที่เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างแท้จริง ห้องสมุดประสมจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
- ผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานได้ตามความต้องการ: : รูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างทำให้ความต้องการพื้นที่ว่างในการศึกษามีหลากหลายและจัดแบ่งโซนชัดเจน เช่น มีพื้นที่ส่วนตัวที่ต้องการความเงียบ และพื้นที่สำหรับผู้ใช้ที่ทำกิจธุระได้ มีที่นั่งและโต๊ะ และ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทำให้สดชื่น
-การเรียนรู้ต้องมีลักษณะความร่วมมือ : จัดหาสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างการเรียนรู้แบบร่วมมือ เช่น มีโต๊ะบริการสำหรับศึกษาเป็นกลุ่ม และมีห้องที่มีอุปกรณ์เทคโนโลยีและการนำเสนองาน
-เทคโนโลยีทันสมัยและพัฒนาตลอดเวลา : จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องและทำการฝึกอบรมผู้ใช้ซ้ำกับผู้เรียนทั้งห้องเรียน กลุ่มเล็ก และ รายบุคคล
-เข้าถึงแหล่งทรัพยากรบนเครือข่ายที่เป็นสากล : จัดหาระบบเคเบิ้ลเพื่อติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็น เวิร์คสเตชั่น และจุดที่ใช้โน๊ตบุ๊ค
ลักษณะเด่นของห้องสมุดประสม
การเรียนรู้ในห้องสมุด จะอยู่ในรูปแบบความร่วมมือ ผู้เรียนได้ในสิ่งที่ต้องการและหลากหลาย เทคโนโลยีมีความต่อเนื่องและเข้าถึงสารสนเทศผ่านระบบเครือข่าย มีการจัดวิธีการเข้าถึงหนังสือ บทความวารสาร นอกจากนี้ ห้องสมุดประสม จะรวมถึง
- มีพื้นที่สำหรับการบริการตอบคำถาม ฝึก
-มีพื้นที่สำหรับศึกษาเป็นกลุ่ม อาจจะแยกเป็นห้อง หรือเป็นโซน รวมทั้งมีระบบไอซีทีที่มีประสิทธิภาพ
-มีส่วนที่ให้การช่วยเหลือด้านการฝึก โดยสาธิต แสดง การบริการ และ เทคนิควิธี
การออกแบบที่ทำให้ห้องสมุดเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่มีลักษณะปกปิด เป็นการเปิดสู่โลกภายนอก และเกิดประสิทธิภาพ ทั้งกับผู้ใช้และทรัพยากร คือ
- มีการใช้ผนังกั้นแบ่งภายในน้อยที่สุด
- มีระบบการจัดแบ่งโซนที่ทำกิจกรรมได้หลากหลาย
- มีส่วนที่เชื่อมต่อระบบเครือข่าย
บราวน์ และ แมคโดนัลด์ ได้กล่าวว่า การใช้ พื้นที่ให้มีความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพ เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นห้องสมุดมหาวิทยาลัย จึงต้องมีการบูรณาการระหว่าง การยืดหยุ่น และความสามารถในการใช้งาน ในการวางผังภายนอก เพื่อให้ตรงความต้องการของผู้ใช้ และมีความเป็นมิตรต่อผู้ใช้ สรุปได้ดังนี้
- ความยืดหยุ่น : ความสามารถในการเปลี่ยนรูปร่างภายนอกให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้
- การปรับเปลี่ยน : เป็นการจัดการ ที่ว่าง ที่แตกต่างจากรูปแบบทั่วๆไป
แนวคิดของศูนย์การเรียนรู้
แนวคิดใหม่ของอาคารห้องสมุดประสม ได้เริ่มครั้งแรกในอังกฤษ ยุค ศตวรรษที่ 90 มีรายงานการวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบในอนาคตของมหาวิทยาลัยและห้องสมุดมหาวิทยาลัยในอังกฤษ ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ของห้องสมุดมหาวิทยาลัย ประกอบกับมหาวิทยาลัยถูกตัดงบประมาณ เงินรายได้มาจาก นักศึกษา จึงถือได้ว่านักศึกษาคือลูกค้าสำคัญที่ต้องได้รับการตอบสนอง ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่สมควรที่จะมีกำหนดแนวคิดใหม่เกี่ยวกับห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่เป็น ศูนย์เรียนรู้ หรือศูนย์สารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ โครงการของ จี. บูลพิท ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยฮาลลาม เมืองเชฟฟีลด์
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่แนวคิดนี้ได้นำเสนอ คือ อาคารห้องสมุดจะถูกกำหนดให้มีรูปแบบการเรียนรู้ เป็น learning style และมีการเปลี่ยนจากลักษณะรายบุคคลมาเป็นกลุ่ม สก็อต เบนเน็ต ได้กล่าวถึง การกลับมา ของห้องสมุดที่เป็นความร่วมมือด้านการเรียนรู้ โดยการนำเสนอ สิ่งที่อำนวยความสะดวกเพื่อการเรียนรู้
แนวคิดของห้องสมุดมหาวิทยาลัย และ การออกแบบห้องสมุดมหาวิทยาลัยโบเซ็น
คติพจน์ของมหาวิทยาลัยโบเซ็น คือ เล็ก แต่สวยงาม ยึดการสอนและการเรียนรู้ที่เป็นสากล ห้องสมุดจะต้องบูรณาการคติพจน์ของมหาวิทยาลัยและเป็นหัวใจของมหาวิทยาลัย ลักษณะของห้องสมุด จะต้องเป็นศูนย์สารสนเทศมัลติมีเดียของมหาวิทยาลัยและภูมิภาค มีนวัตกรรมที่เป็นสากล และเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการศึกษาและเรียนรู้
1. องค์ประกอบหลักของอาคารห้องสมุด
การออกแบบพื้นที่ว่างสำหรับห้องสมุดมหาวิทยาลัยจะต้องทำให้ห้องสมุดเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยที่สัมพันธ์กับศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโบเซ็น ในปี 1998 ได้มีการประกวดผลงานสถาปัตยกรรม ผู้ชนะได้รับรางวัลจากการออกแบบอาคารห้องสมุดในวิทยาเขตใหม่ อาคารนี้ เป็นอาคารสาธารณะ ที่มีลักษณะเปิดกว้างให้กับผู้ใช้ทั้งภายในมหาวิทยาลัยและในเมือง รูปทรงเป็นเสมือนอนุสรณ์สถานของมหาวิทยาลัยและเมืองรวมกัน ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การออกแบบต้องคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากเมืองที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่นี้มีอากาศร้อนมากในหน้าร้อน ดังนั้น จึงต้องออกแบบให้แสงผ่านกระจกและโครงสร้าง หลักในการออกแบบของผู้ออกแบบได้กำหนดจุดนี้ไว้เป็นอย่างดี รูปทรงอาคารจะกำหนดให้สอดรับกันเป็นแนวเส้น และมีจุดรวมสายตา คล้ายๆ กับรูปทรงของบ้านโรมัน ภายในจะมีพื้นที่ว่างจำนวนมากอยู่รอบๆ เวทีที่เป็นจุดศูนย์กลางของแสงสว่าง
นอกจากนี้ภายในอาคารเดียวกันนี้ ยังมีศูนย์อาหารสำหรับผู้ใช้ใกล้ๆ ทางเข้าห้องสมุด ในชั้นที่ 1จะเป็น
สำนักงานของนักศึกษา ภายใต้หลังคาที่ลาดลง จะเป็นส่วนของศูนย์คอมพิวเตอร์และศูนย์ภาษา ดังนั้น อาคารห้องสมุดจึงตั้งอยู่ในศูนย์กลางของการให้บริการ นักศึกษาสามารถทำกิจกรรมได้หลายๆอย่าง อาคารห้องสมุดมี 4 ชั้น ซึ่งมีแสงสว่างอย่างพอเพียง ในชั้นหนึ่ง ใต้ศูนย์อาหาร จะมีชั้นสำเร็จที่ไม่ให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ (ดังรูปแสดง)
ส่วนพื้นที่ของห้องสมุด มีการออกแบบส่วนของพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ และ ส่วนที่วางชั้นหนังสือ ทั้งชั้นเปิด และชั้นปิด สำหรับหนังสือ 100,000 รายการ ส่วนสำหรับผู้อ่าน ส่วนทางเข้าจะอยู่ติดกับคาเฟทีเรียหรือศูนย์อาหาร ทำให้มีนักศึกษาอยู่ตลอดเวลา ส่วนที่นั่งอ่าน จะอยู่ใกล้กับหน้าต่าง ชั้น 4 จะเป็นส่วนของคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย ที่มีบริเวณที่นั่งอ่าน และการทำงานเป็นกลุ่มของผู้ใช้
2. ความหลากหลายของพื้นที่สำหรับทำงานและกิจกรรม
การจัดพื้นที่ในการใช้งานของผู้ใช้นั้น ได้คำนึงถึงสัดส่วนของนักศึกษาทั้งหมดต่อการกำหนดบริเวณในห้องสมุด โดยกำหนดให้มีพื้นที่ ใช้งาน ต่อจำนวนนักศึกษา 12 – 15 คน นักศึกษาในมหาวิทยาลัย ประมาณ 1,000 คน พื้นที่ในห้องสมุดที่จะให้นักศึกษาเข้าใช้ได้ เต็มที่ 520 ที่นั่ง พื้นที่ส่วนหนึ่งจัดวางเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายที่ พื้นที่แต่ละส่วน ถูกจัดให้ผู้ใช้สามารถผ่านถึงกันและผ่อนคลายอิริยาบถได้
นอกจากนี้ แสงสว่างในห้องสมุด มีความนุ่มนวล และเหมาะสมกับการทำงานของผู้ใช้ในแต่ละจุด
มีการออกแบบระบบแสงสว่างไว้กลมกลืนกับสภาพการใช้งาน นอกจากนี้ การออกแบบยังคำนึงถึงบรรยากาศและความสวยงาม สอดคล้องกับการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ห้องสมุดจะมีสภาพเก็บเสียง ทำให้มีความสงบ
การจัดวางส่วนของเทคโนโลยีก็มีความยืดหยุ่นและขึ้นกับองค์ประกอบอื่นๆ ของอาคารเช่นกัน ทางห้องสมุดได้จัดวางเครื่องคอมพิวเตอร์ 48 เครื่องให้บริการ เนื่องจากห้องสมุดจะอยู่ติดกับศูนย์คอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถใช้ได้ นอกจากนี้ ยังได้จัดจุดให้บริการแลปทอบ และวางระบบเครือข่ายไว้รองรับผู้ใช้ทั้ง 520 คน ในรูปของเครือข่ายไร้สาย
การจัดวางครุภัณฑ์และอุปกรณ์ของห้องสมุด ออกแบบให้ยืดหยุ่นและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการใช้ ทั้งในส่วนของผู้ใช้และในส่วนของเจ้าหน้าที่ ชั้นหนังสือจะถูกออกแบบให้ใช้งานได้ตามต้องการและปรับเปลี่ยนได้ ครุภัณฑ์ในส่วนทำงานก็เช่นกัน เจ้าหน้าที่สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยไม่เกิดปัญหา
บทสรุปห้องสมุดของมหาวิทยาลัยโบเซ็นนั้น เป็นการทำตามสิ่งที่ได้ออกแบบไว้ เพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้ และการทำงานของเจ้าหน้าที่ ห้องสมุดจะมีผู้ใช้ตลอดเวลา ทำให้ห้องสมุดมีชีวิต สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ใช้ทุกครั้งที่เข้ามา เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ที่แท้ ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ได้สะดวกและมีความสบายที่สุด

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นิทาน 2 ภาษา

ลูกเป็ดขี้เหร่
Ugly Duckling
ใกล้ ๆ ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง มีแม่เป็ดกำลังกกไข่ห้าฟอง ...เวลาผ่านไป ไข่ฟักเป็นตัวออกมาสี่ฟอง ...ยกเว้นไข่อยู่ฟองหนึง.
Near the river, Mother Duck was incubating five eggs. In due time, four of the eggs except the one egg didn't hatch.ทันใดนั้น! ...
ไข่ฟองสุดท้ายก็ค่อย ๆ ฟักตัวออก.. "คุณพระช่วย ทำไมถึงขี้เหร่อย่างนี้" แต่แม่เป็นก็รับลูกเป็ดขี้เหร่เป็นลูกตัวหนึ่ง
Suddendly, the egg gradually hatched. "Oh my goodness! How ugly it is! B ut mother duck welcomed it into the flock.
วันหนึ่งแม่เป็ดพาลูก ๆ ไปหัดว่ายนี้ ระหว่างทางได้พบกับวัว แพะ และหมู พวกมันพากันหัวเราะเยาะลูกเป็ดขี้เหร่ "ฮ่า ๆๆ พวกเราดูตัวอะไรนั่นซิ น่าเกลียดจริง ๆ" One day Mother Duck took her five ducklings for a swimming lesson in the pond. On the way they came across a cow, a sheep, a pig. They made fun of the ugly Duckling and laughed at him. "Hey! What is that ugly think supposed to be"?
สักครู่หนึ่ง เหล่าลูกเป็ดได้เดินไปพบกับ พ่อไก่และแม่ไก่ "นี่! เคยเห็นตัวอะไรน่าเกลียดอย่างนี้ไหม" พ่อไก่ถามแม่ไก่ In a moment the ducklings walked to come across cock and hen "Hey! Have you ever seen anything so ugly?วันต่อมา ลูกเป็ดขี้เหร่เดินหลงเข้าไปในบ้านของขายทำขนมปัง เมื่อชายทำขนมปังเห็นมันเข้าจึงร้องตะโกนขึ้น "ออกไปให้พ้นเดี๋ยวนี้ เจ้าตัวน่าเกลียด
Next day the ugly Ducking went astray in a baker home. When the baker saw the ugly Ducking he to shut" Go away, you ugly creature."
วันหนึ่ง ลูกเป็ดขี้เหร่เห็นฝูงหงส์กำลังเล่นนี้ในลำธารที่มันอาศัยอยู่ มันตะลึงในความสวยงานของหงส์เหล่านั้นจึงบินตามไปดูใกล้ ๆ One day the ugly Duckling saw a flock of swans swimming below. He was so amazed by their beauty that he decided to fly closer to the stream.
ลูกเป็ดขี้เหร่มองเงาของตนเอง ที่ปรากฏในน้ำ เป็นเงาของหงษ์ที่สง่างาม ที่แท้จริงมันไม่ใช่เป็ด มันเป็นหงส์ ในที่สุดมันก็ได้พบกับพ่อแม่ที่แท้จริงและอาศัยอยู่ที่ลำรแห่งนั้นอย่างมีความสุข The ugly Duckling saw his shadow in the water it was the reflection of a graceful swan. In fact he had never been an ugly Duckling but it was swan. Finally it was able to find the real parents, and they lived happily ever after in the stream.
จาก นิทาน 2 ภาษาอ่านให้เด็กฟัง (1) ค้นเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2552 จาก www.bloggang.com/mainblog.php?id=alwaysandforever&month=08-11-2007&group=1&gblog=114

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แนวข้อสอบปลายภาค

1. ส่วนประกอบหลักของรายงาน มีอะไรบ้าง
ก. ส่วนนำ ส่วนเนื้อเรื่อง ส่วนอ้างอิง ข. ปกนอก ปกใน คำนำ สารบัญ
ค. ปก คำนำ สารบัญ บรรณานุกรม ง. บทนำ เนื้อเรื่อง บทสรุป
2. ในการเขียน ปกนอก สิ่งสำคัญที่สุด ที่ต้องมี คืออะไร
ก. ชื่อครูผู้สอน ข. ชื่อรายงาน ค. ชื่อวิชา ง. ชื่อปีการศึกษา
3. หน้าใดของรายงาน ที่บอกวัตถุประสงค์ของการจัดทำ
ก. สารบัญ ข. ปกใน ค. คำนำ ง. เนื้อเรื่อง
4. ส่วนที่เป็นหลักฐาน และทำให้รายงานน่าเชื่อถือ คือส่วนใด
ก. เนื้อเรื่อง ข. บรรณานุกรม ค. สารบัญ ง. คำนำ
5. การอ้างอิงแทรกในเนื้อเรื่องที่เป็นระบบ นาม-ปี จะต้องระบุอะไรบ้าง
ก. ชื่อหนังสือ และชื่อผู้แต่ง ข. ชื่อผู้แต่ง และเลขหน้า ค. ชื่อผู้แต่ง และ ปีพิมพ์ ง. ชื่อหนังสือและ เลขหน้า
6. ในส่วนเนื้อเรื่อง นอกจาก เขียนข้อมูลที่ค้นคว้ามาได้แล้ว ผู้เขียนควรเขียนส่วนใดเพิ่มอีก
ก. คำนำ ข. หัวข้อเรื่อง ค. บทนำและบทสรุป ง. บรรณานุกรม
7. ส่วนประกอบในรายงานข้อใด เป็นส่วนอ้างอิง
ก. คำนำ ข. สารบัญ ค. ภาพประกอบ ง. บรรณานุกรม
8. ข้อมูล ...... “ในวังน้ำเขียว มี แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น แปลงดอกเบญจมาศ อำเภอไทยสามัคคี และแหล่งท่องเที่ยว
ธรรมชาติ เช่น อุทยานเขาแผงม้า”
“ค้นข้อมูลจาก บทความออนไลน์ชื่อ วังน้ำเขียว ออนไลน์เมื่อปี พ.ศ. 2549 ค้นข้อมูลเมื่อ 29 มกราคม 2550 จาก
http://www.wnk.go.th/planning.php.%20ค้นเมื่อ%2029%20ม.ค.%202550
จาก ข้อมูล และแหล่งที่มา ข้อใด เขียนอ้างอิงแทรกในเนื้อเรื่อง ได้ถูกต้อง
ก. “ในวังน้ำเขียว มี แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น แปลงดอกเบญจมาศ อำเภอไทยสามัคคี และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ
เช่น อุทยานเขาแผงม้า” (วังน้ำเขียว, 2549)
ข. “ในวังน้ำเขียว มี แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น แปลงดอกเบญจมาศ อำเภอไทยสามัคคี และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ
เช่น อุทยานเขาแผงม้า” (www.wnk.go.th/planning.php. , 2549)
ค. “ในวังน้ำเขียว มี แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น แปลงดอก เบญจมาศ อำเภอไทยสามัคคี และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ
เช่น อุทยานเขาแผงม้า” (วังน้ำเขียว : http://www.wnk.go.th/planning.php.%20ค้นเมื่อ%2029%20ม.ค.%202550)
ง. “ในวังน้ำเขียว มี แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น แปลงดอกเบญจมาศ อำเภอไทยสามัคคี และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ
เช่น อุทยานเขาแผงม้า” (http://www.wnk.go.th/planning.php.%20%2029%20มกราคม%202550)
9. การเรียบเรียง เนื้อเรื่องจากบัตรบันทึก ในข้อใด ถูกต้อง
ก. เรียบเรียงตามบัตรบันทึก โดยใช้คำสำคัญ ขึ้นก่อน ต่อด้วยแหล่งที่มา และ เนื้อเรื่อง
ข. นำคำสำคัญเป็นหัวข้อเรื่อง เรียบเรียงเนื้อเรื่อง และอ้างอิงแหล่งที่มาทั้งหมดปิดท้าย
ค. เรียบเรียงเนื้อเรื่อง และ อ้างอิงแหล่งที่มาปิดท้าย
ง. นำคำสำคัญเป็นหัวข้อเรื่อง เรียบเรียงเนื้อเรื่อง และอ้างอิงแหล่งที่มาเฉพาะผู้แต่ง และปีพิมพ์
10. ในส่วนของเนื้อเรื่อง ส่วนใด ที่เป็นการกล่าวความเป็นมา
ก. เนื้อเรื่องหัวข้อแรก
ข. บทนำ
ค. คำนำ
ง. ความนำ

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

บรรณานุกรม

หลักการเขียนบรรณานุกรม
หนังสือ
ผู้แต่ง. (ปี พ.ศ). ที่พิมพ์. ชื่อหนังสือ. เมือง : สำนักพิมพ์.
ตัวอย่าง. หนังสือ ชื่อ สี่แผ่นดิน แต่งโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช. สำนักพิมพ์ สยามรัฐ ปีพิมพ์ 2510.
บรรณานุกรม : คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว. (2510). สี่แผ่นดิน. กรุงเทพฯ : สยามรัฐ.
ปารัณ. (2549). .วังน้ำเขียว อีสานคลาสสิค. แพรว. กรุงเทพฯ : อมรินทร์.
เว็บไซต์.
ชื่อผู้แต่ง. (ถ้ามี) (ปีที่เผยแพร่). ชื่อบทความ. ค้นข้อมูลเมื่อ......จาก www.........
ตัวอย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. (2551). นครปฐม. ค้นข้อมูลเมื่อ 1 มกราคม 2552 จาก www.tat.or.th.
วังน้ำเขียว. (2549). ค้นข้อมูลเมื่อ 29 มกราคม 2550 จาก www.wnk.go.th/planning.php.
วารสาร
ชื่อผู้แต่ง. (ปี พ.ศ). "ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปีที่พิมพ์ ฉบับที่พิมพ์ (เดือน), หน้า....
ตัวอย่าง
บุรณี บรรณากร. (2533). ราชินีแห่งดอกไม้. ข่าวการไฟฟ้า. 34 : 5 (พฤษภาคม) : 50-51.
ในกรณีที่ ไม่มีชื่อผู้แต่ง ชื่อบทความ (วารสาร, เว็บไซต์) ชื่อหนังสือ (หนังสือ) จะต้องอยู่ในลำดับแรก ตามด้วย ปีพิมพ์/ปีที่เผยแพร่ ถ้าไม่มีปี พ.ศ. ให้ใช้คำว่า ม.ป.ป. ส่วนปีที่ หมายถึง ปีที่วารสารฉบับนั้นจัดทำใ ไม่ใช่ปี พ.ศ.
บรรณานุกรม จะต้องเรียงลำดับตามตัวอักษรแรก ของแต่ละรายการ
ตัวอย่าง
บรรณานุกรม
ชมรมธรรมชาติศึกษา. (2540). กุหลาบ : ราชินีแห่งดอกไม้.
เชียงใหม่ : ชมรมธรรมชาติศึกษา
บุรณี บรรณากร. (2533). ราชินีแห่งดอกไม้ ข่าวการไฟฟ้า.
34 : 5 (พฤษภาคม) : 50-51
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (2503). บทละครพูดคำ
ฉันท์ : มัธนพาทา. พระนคร : โรงพิมพ์คุรุสภา
Crystal, Rolley.(1999).The meaning of roses. Imagination
20 : 2 (Febuary) : 25-34
Dickinson, Melwin & Compwell, Rossary. (1999). The Book
of Roses. พิมพ์ครั้งที่2. London: Macdonald&Jane.
Queen of Flowers. (2001). ค้นข้อมูลเมื่อ 22 เมษายน 2000
จาก http://www.geocities.com/rose_msu/page7.html
จะเห็นว่า ภาษาไทย จะเรียงลำดับ ช ช้าง ตามด้วบ บ ใบไม้ และ ม ม้า ซึ่งเป็นอักษรตัวแรกของชื่อผู้แต่ง. ส่วนภาษาอังกฤษ เรียงตามลำดับอักษรชื่อภาษาอังกฤษ

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ทักษะการรู้สารสนเทศกับการวิเคราะห์เนื้อหาวิชาห้องสมุดกับการรู้สารสนเทศ

ทักษะการรู้สารสนเทศ (information literacy skill) หมายถึงความสามารถในการรู้ว่าเมื่อไรต้องการสารสนเทศ สามารถจำแนกสารสนเทศให้ตรงตามต้องการ กำหนด ประเมิน และใช้สารสนเทศที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแบ่งหมวดหมู่ได้ดังนี้ (Association of College and Research Librarian, 1998)
1. การกำหนดความต้องการสารสนเทศ 2. การใช้กลยุทธ์ในการสืบค้นสารสนเทศ 3. การกำหนดแหล่งสารสนเทศและการเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ 4. การใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ 5. การสังเคราะห์สารสนเทศ 6. การประเมินสารสนเทศ
วิเคราะห์ทักษะการรู้สารสนเทศ กับ เนื้อหาวิชาห้องสมุดกับการรู้สารสนเทศ
หน่วยที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้และห้องสมุด คุณลักษณะ/ทักษะที่ต้องการ ได้แก่ 1. กระบวนการกลุ่ม การยอมรับความคิดเห็น ความรับผิดชอบ 2. ทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง3. ทักษะการจำแนก
หน่วยที่ 2 การวิเคราะห์ความต้องการสารสนเทศและเตรียมการค้นคว้า คุณลักษณะ/ทักษะที่ต้องการได้แก่ 1.ความคิดสร้างสรรค์2. ทักษะการคิดวิเคราะห์ เพื่อกำหนดความต้องการสารสนเทศ
หน่วยที่ 3 การสืบค้นสารสนเทศ คุณลักษณะ/ทักษะที่ต้องการได้แก่ ความรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา ความรอบรู้ ทักษะการใช้กลยุทธ์การสืบค้นสารสนเทศ การกำหนดแหล่งสารสนเทศและทักษะการเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ ทักษะกระบวนการกลุ่ม ทักษะในการใช้เครื่องมือสืบค้น
หน่วยที่ 4 การเลือกและวิเคราะห์สารสนเทศ คุณลักษณะ/ทักษะที่ต้องการได้แก่ ทักษะการอ่านเพื่อวิเคราะประเมินสารสนเทศและเลือกใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะในการสรุปความ
หน่วยที่ 5 รูปแบบการนำเสนอรายงานจากการค้นคว้าและการอ้างอิง คุณลักษณะ/ทักษะที่ต้องการได้แก่ ความรับผิดชอบ ความมีระเบียบวินัยในการทำงาน ทักษะในการสังเคราะห์ และทักษะในการเขียน ทักษะการใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2551

รายงานการประชุมทางวิชาการสมาคมห้องสมุดฯ ปี 2551


หัวข้อเรื่อง “เสริมสร้างสังคมความรู้ การเข้าถึงสภาพที่แตกต่างของสังคม”
ณ โรงแรม
แกรนด์ อยุธยาบางกอก กรุงเทพฯ
จัดโดย สมาคมห้องสมุดแห่งประทศไทย
ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี
วันที่ 16 ธันวาคม 2551 -19 ธันวาคม 2551

รายละเอียดในการอบรม/ประชุม/สัมมนา
ปาฐกถาพิเศษ โดย ศาตราจารย์ ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน เรื่อง การอยู่ร่วมกันในสภาพที่แตกต่างของสังคม เนื้อหาโดยสรุป คือ ทุกคนต้องอยู่ร่วมกันโดยช่วยเหลือกัน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
การอภิปรายเรื่อง สารสนเทศเพื่อความอยู่รอด : ใครใช้ ใครจัด ใครได้ โดย รศ. สุขุม นวลสกุล นางศิริบูรณ์ ณัฐพันธ์ ครูสังคม ทองมี ทนายวันชัย สอนศิริ ดำเนินการอภิปรายโดย รศ. ดร. สุขุม เฉลยทรัพย์ โดย รศ. สุขุม นวลสกุล กล่าวถึงสารสนเทศกับการเมือง สารสนเทศมีผลต่อการตัดสินใจทางการเมือง ส่วนใหญ่ได้มาจาก primary source บรรณารักษ์เป็นผู้ให้บริการต้องนำเสนอถึงตัว ไม่รอให้ผู้ใช้เดินทางมาห้องสมุด เพราะสารสนเทศเดี๋ยวนี้เข้าถึงได้ง่าย ส่วน ทนายวันชัย กล่าวถึงสารสนเทศกับกฎหมาย เป็นการนำข้อมูลสารสนเทศที่มีอยู่มาตีความตามกฎหมาย ว่า ยุติธรรม หรือ ชอบธรรม ยุติธรรม จะเป็นการยุติเรื่องตามสารสนเทศที่มีอยู่ แต่ชอบธรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเป็นไปตามหลักคุณธรรมจริยธรรมหรือไม่
ครูสังคม ทองมี กล่าวถึงสารสนเทศกับการศึกษาและศิลปะ ต้องใช้หนังสือเป็นหลัก ส่วนนางศิริบูรณ์ กล่าวถึงสารสนเทศกับสื่อมวลชน ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอาวุธ ดังนั้นจึงควรคิดให้มาก ไตร่ตรอง หาข้อเท็จจริง ก่อนตัดสินใจ เพราะใครมีสื่อในมือ มีข้อมูลมาก คนนั้นชนะ
การอภิปรายเรื่อง แนวคิดที่แตกต่างช่วยเสริมสร้างสังคมความรู้ให้เข้มแข็ง โดย ศาสตราจารย์ไพฑูรย์ สินลารัตน์ นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ นายนิเวศน์ กันไทยราษฎร์ ดำเนินการอภิปราย โดย ดร. พรรณี สวนเพลง สรุปว่า แนวคิดของสารสนเทศในไทยเปลี่ยนแปลงไปจากสังคมเกษตรกรรมสู่สังคมของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมเปลี่ยนไปจากสังคมบริโภคนิยมเป็นสังคมฐานความรู้ มีการสร้างสังคมเศรษฐกิจบนฐานความรู้ โดยการเรียนรู้ สร้างความรู้ ใช้ความรู้ สร้างผลผลิต มีประสิทธิภาพ/คุณภาพ แข่งขันได้ มีพื้นฐานแนวคิดไทย เน้นชีวิตจริง การคิด กระบวนการ และความเปลี่ยนแปลง ผู้ให้บริการจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างวิกฤติให้เป็นโอกาส เช่น ผู้ใช้บริการส่งเสียงดัง ก็ให้อ่านบทร้อยกรองแทนการลงโทษ และต้องให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในทางที่ถูกต้องด้วย เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นดาบสองคม
การนำเสนอผลงานวิจัยด้านสารสนเทศ ในแง่ของสารสนเทศด้านพระพุทธศาสนา การให้บริการสารสนเทศแก่ผู้ใช้ที่บกพร่องทางการเรียนรู้
การประชุมระดมความคิดเรื่อง การพัฒนาแนวทางสร้างสังคมความรู้ที่ยั่งยืนในสภาพที่แตกต่าง โดยกลุ่มห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา ได้นำเสนอถึงการให้บริการสารสนเทศในสถาบันการศึกษา เน้นการเข้าถึงและให้บริการสารสารสนเทศที่ใช้เทคโนโลยี ส่วนห้องสมุดอาชีวศึกษา จะมีปัญหาเรื่องบุคลากรที่มีจำนวนจำกัด และผู้ใช้ที่มีความต้องการสารสนเทศด้านอาชีพ จึงควรสร้างความร่วมมือหรือเครือข่าย มีการสรุปการทำงานเพื่อขอบุคลากรที่มีความรู้บรรณารักษศาสตร์เพิ่ม ปีนี้ บรรณารักษ์ของอาชีวศึกษามาเข้าร่วมประชุมเพียง 4 คน เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา ทำให้มีปัญหาในการประชุมชมรมห้องสมุดเพื่อการอาชีวศึกษาและเทคโนโลยี
สรุปผลการดำเนินงานของสมาคม ที่ประชุมมีมติให้สมาคมดำเนินงานเฉพาะกิจกรรมทางวิชาการ งดขายสินค้า นอกจากให้บริการด้านออกแบบห้องสมุด
การศึกษาดูงานห้องสมุดศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เป็นห้องสมุดที่ทันสมัยมาก มีเทคโนโลยีเพื่อให้บริการผู้ใช้ มีทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภทด้านการออกแบบ มีห้องสมุดวัสดุเพื่อการออกแบบ ผู้ใช้สามารถสัมผัสของจริงได้ นอกจากนี้ ทางห้องสมุด TCDC ได้นำโปรแกรม Library 2.0 มาใช้ร่วมกับ ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ VTLS ทำให้ผู้ใช้สามารถหาหนังสือในชั้นแต่ละชั้นได้ได้โดยสัมผัสกับจอคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งไว้ที่ชั้นหนังสือแต่ละชั้น
ส่วนห้องสมุดสยามสมาคม จะเก็บทรัพยากรสารสนเทศด้านโบราณคดี มานุษยวิทยา เป็นหลัก และเน้นที่เกี่ยวกับประเทศไทย หนังสือ วารสารส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ เน้นการให้บริการผู้ใช้ที่ต้องการทรัพยากรสารสนเทศที่เฉพาะทาง
ปัญหาและอุปสรรคในการประชุม/สัมมนา
เนื่องจากการประชุมอยู่ในกรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วมประชุมไม่มีที่พักในกรุงเทพฯ เพราะราคาที่พักค่อนข้างสูงกว่าที่มีสิทธิ์เบิกได้ จึงใช้การเดินทางไปกลับ ทำให้เหนื่อยล้ามาก นอกจากนี้ ชมรมห้องสมุดเพื่อการอาชีวศึกษา มีสมาชิกเข้าร่วมน้อย เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บริหาร ทำให้ไม่สามารถจัดประชุมกลุ่มเพื่อหาแนวทางการพัฒนาห้องสมุดได้
สรุปข้อคิดเห็น ประโยชน์ ที่ได้รับและข้อเสนอแนะ หรือสิ่งที่คิดว่าจะนำมาปรับปรุงใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ราชการ
1. ผู้ให้บริการจะต้องให้บริการผู้ใช้แบบเข้าถึงตัว คือเป็นฝ่ายเข้าหาผู้ใช้ไม่รอให้ผู้ใช้เข้ามาหา
2. ผู้ให้บริการต้องมีความอดทนและทำงานมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะการให้บริการเป็นงานหนัก
3. เทคโนโลยีสารสนเทศมีทั้งที่เป็นคุณและโทษ ในฐานะผู้ให้บริการจะต้องเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้เหมาะสม
4. เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เมื่อผู้ใช้บริการทำผิดระเบียบ ควรลงโทษในทางบวก เช่น ส่งเสียงดัง จะต้องอ่านบทร้อยกรองเสียงดัง และถ้าเป็นกลุ่ม จะต้องให้แสดงท่าทางและความรู้สึกในการอ่านด้วย

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

บล็อก

รู้จัก เว็บบลอก
สารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตอย่างหนึ่งที่ผู้ใช้กำลังนิยม คือ บล็อก บล็อก (blog) เป็นคำรวมมาจากคำว่า เว็บล็อก (weblog) เป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภทหนึ่ง ซึ่งต่างจากเว็บไซต์ทั่วไป วิธีการนำเสนอก็ง่ายกว่า ผู้สร้างบล็อกไม่ต้องมีความรู้ด้านภาษาหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการเขียนเว็บไซต์ เพียงแต่มีความสามารถที่จะนำเสนอผลงาน ก็สร้างบล็อกได้ บล็อกจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ และ ลิงก์เชื่อมต่อ ทั้งนี้ อาจจะมีสื่อมัลติมีเดียต่างๆ เช่น เพลง หรือวิดีโอคลิป ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้สร้างบล็อก ความนิยมที่มากขึ้น ทำให้หลายเว็บไซต์เปิดให้มีส่วนการใช้งานบล็อกเพิ่มขึ้นในเว็บของตนเอง เรียกว่าผู้ให้บริการ เพื่อเรียกให้มีการเข้าสู่เว็บไซต์ของตนมากขึ้น บล็อก มีลักษณะ ดังนี้
-มีการบันทึกเนื้อหาโดยเจ้าของบล็อกอย่างสม่ำเสมอ
- ข้อมูลจะถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ บทความในบล็อกจะแสดงตามลำดับเวลาในการเขียน โดยแสดงบทความที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด แล้วไล่ลำดับย้อนหลังตามวันเวลาการเขียนไปเรื่อยๆ
- มักจะมีการลิงค์ไปหาบล็อกอื่นที่ผู้เขียนสนใจหรือได้เสนอความคิดเห็นโยงต่อจากข้อเขียนที่เขาอ้างถึง ดังนั้น นอกจากบล็อกจะใช้ในการเขียนและเผยแพร่เรื่องราวต่างๆ แล้ว ก็ยังเป็นแหล่งรวมลิงค์ที่เจ้าของบล็อกนั้นๆ ใช้เป็นฐานเพื่อเสริมต่อความรู้อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นลิงค์ของบล็อกอื่นๆ หรือลิงค์ของเว็บไซต์ก็ตาม
- บันทึกที่เขียนไว้ในบล็อกมักจะมีการแยกแยะเป็นกลุ่มเนื้อหาตามหัวข้อหลักๆ ที่ผู้เขียนสร้างขึ้น เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อ่าน ที่สนใจในบันทึกที่มีความสัมพันธ์กันในใจความหลัก
- เมื่อผู้อ่านได้รับความรู้ต่างๆ จากผู้เขียนบล็อกแล้ว ผู้อ่านมักจะมีการเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อเป็นการต่อยอดความรู้และเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกลุ่มผู้อ่านและผู้เขียนบล็อก โดยแสดงต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้เจ้าของบล็อก ได้ผลตอบกลับโดยทันที
ประวัติความเป็นมาของบล็อก เริ่มจากการเขียนเฉพาะเรื่องส่วนตัวหรือเรียกว่าไดอารีออนไลน์ โดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ หรือ CERN สร้างเว็บไซต์ที่มีส่วนที่เรียกว่า What’s New สำหรับแจ้งข่าวสารใหม่แก่ผู้เข้าใช้ ในปี 1992 ต่อมา จัสติน ฮอลล์ นักศึกษาชาวอเมริกัน ได้มีสร้างไดอารีออนไลน์ ( Online Diary) ในลักษณะเว็บไซต์บันทึกชีวิตส่วนตัว เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1994 ในชื่อ Justin’s Links (links.net) เขาได้รับการขนานนามว่า Escribitionist อันหมายถึงผู้ชอบเขียนเปิดเผยเรื่องราวของตน
ต่อมา มีผู้ใช้ไดอารีออนไลน์ในการเขียนเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น แต่ยังไม่มีการบัญญัติคำที่ใช้เรียกรูปแบบของเว็บไซต์ดังกล่าวอย่างชัดเจน ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ.1997 ชาวอเมริกันชื่อ จอร์น บาร์เกอร์ ได้บัญญัติคำแทนเว็บไซต์แบบนี้ว่า “Weblog” เพื่ออธิบายลักษณะเด่นของมัน อันเป็นการรวมคำว่า Web (เว็บไซต์) กับ Log (การบันทึกข้อมูลในอินเทอร์เน็ต)
บริษัทเอกชนหลายแห่งได้มีการจัดทำบล็อกขึ้น เพื่อเสนอแนวความเห็นใหม่ใหักับลูกค้า ในลักษณะข่าวสั้น และรับการตอบรับจากลูกค้าที่แสดงความเห็นตอบกลับเข้าไป เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในวงการสื่อมวลชนในหลายประเทศนิยมใช้บล็อก คนเขียนบล็อกกลายเป็นนักเขียนและคอลัมนิสต์ก็มีหลายคน จนสื่อมวลหลายแขนงเริ่มนำบล็อกมาใช้ร่วมกับสื่อของตนมากขึ้น เนื่องจากระบบที่เรียบง่าย และสามารถตีพิมพ์เรื่องราวได้โดยไม่ต้องใช้ความรู้ในการเขียนเว็บไซต์ นอกจากผู้เขียนข่าวส่งผลงานให้กับทางสื่อมวลชนแล้ว ยังเขียนข่าวในอีกช่องทางหนึ่งโดยการเขียนบล็อกเผยแพร่ข้อมูลสู่ประชาชนได้ สถาบันการศึกษาหลายแห่งได้จัดทำบล็อกขึ้นเพื่อเผยแพร่บทความเกี่ยวกับองค์ความรู้ในแขนงต่างๆ ครูหลายคนใช้บล็อกในการเผยแพร่ผลงานและแลกเปลี่ยนความรู้ ผู้ใช้งานบล็อกจะแก้ไขและบริหารบล็อกผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์เหมือนการใช้งานและอ่านเว็บไซต์ทั่วไป โดยจะมีรูปแบบบริหารบล็อกที่แตกต่างกัน เช่นบางระบบที่มีบรรณาธิการของบล็อก ผู้เขียนหลายคนจะส่งเรื่องเข้าทางบล็อก และจะต้องรอให้บรรณาธิการอนุมัติให้บล็อกเผยแพร่ก่อน บล็อกถึงจะแสดงผลในเว็บไซต์นั้นได้ ซึ่งจะแตกต่างจากบล็อกส่วนตัวที่จะให้แสดงผลได้ทันที ผู้เขียนบล็อกในปัจจุบันจะใช้งานบล็อกในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไม่ว่า ติดตั้งซอฟต์แวร์ของตัวเอง หรือใช้งานบล็อกผ่านทางเว็บไซต์ที่ให้บริการบล็อก
สำหรับผู้อ่านบล็อกจะใช้งานได้ในลักษณะเหมือนอ่านเว็บไซต์ทั่วไป และสามารถแสดงความเห็นได้ในส่วนท้ายของแต่ละบล็อกโดยอาจจะต้องผ่านการลงทะเบียนในบางบล็อก นอกจากนี้ผู้อ่านบล็อกสามารถอ่านบล็อกได้ผ่านระบบฟีด ซึ่งมีให้บริการในบล็อกทั่วไป ทำให้ผู้ใช้สามารถอ่านบล็อกได้โดยตรง ผ่านโปรแกรมตัวอื่นโดยไม่จำเป็นต้องเข้ามาสู่หน้าบล็อกนั้น
การจัดการเนื้อหาบนเว็บบล็อก จะใช้ซอฟต์แวร์ หรือ บล็อกแวร์ เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในอินเทอร์เน็ต ที่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และผู้สร้างหรือดูแลบล็อกจะแยกจากกัน ส่งผลให้ผู้สร้างบล็อกสามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้ในด้านเอชทีเอ็มแอล หรือการทำเว็บไซต์แต่อย่างใด ผู้สร้างบล็อกสามารถเพิ่มเติม ข้อมูลและสารสนเทศได้ นอกจากนี้บล็อกซอฟต์แวร์จะสนับสนุน ระบบ WYSIWYG ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเขียน และอาจเพิ่มเติมการมีเทมเพลตในหลายแบบให้เลือกใช้ ซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทันทีโดยผู้ใช้ ซึ่งซอฟต์แวร์บางส่วนเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ ผู้พัฒนาสามารถนำมาปรับแก้ เป็นของตนเอง ติดตั้งไว้ใช้เป็นบล็อกส่วนตัว หรือเผยแพร่ให้คนอื่นมาใช้งานได้ ส่วนซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์นั้น จะมีทั้งในรูปแบบที่ให้ใช้งานแบบเสียค่าใช้จ่ายหรือให้ใช้งานฟรีแวร์
บล็อกซอฟต์แวร์ที่เป็นที่นิยมพร้อมทั้งชื่อซอฟต์แวร์ที่ใช้พัฒนาในวงเล็บ
ดรูปาล (พีเอชพี/มายเอสคิวแอล)
เวิร์ดเพรสส์ (พีเอชพี/มายเอสคิวแอล)
สแลช (เพิร์ล)
ไลฟ์ไทป์ (พีเอชพี/มายเอสคิวแอล)
ผู้ให้บริการบล็อกที่เป็นที่รู้จัก
บล็อกเกอร์ (กูเกิล) ไทป์แพด เวิร์ดเพรสส์ ยาฮู! 360° หรือ ยาฮู!เดย์ (ยาฮู!)
วินโดวส์ไลฟ์ สเปซเซส (ไมโครซอฟท์) มายสเปซ มัลติไพล
ผู้ให้บริการบล็อกในประเทศไทยที่เป็นที่รู้จัก
Blognone บล็อกสำหรับเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีอย่างเดียว
http://www.exteen.com/
http://gotoknow.org/blog
บล็อกแก๊ง http://www.bloggang.com/
โอเคเนชั่น http://www.oknaton.com/
http://blog.mthai.com/,
http://blog212cafe.com/,
http://blog.hunsa.com/
http://thaiblog.info/
เว็บไซต์ยอดนิยมของไทยอย่าง สนุก.คอม (http://blogsnook.com/ ) และ กระปุก.คอม (http://blog.kapook.com/)ได้มีการเปิดให้บริการบล็อก
เว็บค้นหาบล็อกอย่าง เทคโนราที ได้อ้างไว้ว่าปัจจุบันในอินเทอร์เน็ต มีบล็อกมากกว่า 112 ล้านบล็อกทั่วโลก
วิธีการสร้างบล็อก
ขั้นตอนการสร้างบล็อกจะขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ แต่ส่วนใหญ่จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน ตัวอย่าง การสร้างบล็อก โดยใช้บริการของ http://www.blogger.com/ (โปรดเปิดดูหน้าจอของเว็บไซต์ประกอบ) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเวบบล็อกของ google ได้แสดงวิธีสร้างเว็บบล็อกภายใน 3 ขั้นตอนง่าย ๆ:
ก่อนอื่น ผู้สร้างต้องมี อีเมล์ และรหัสผ่าน อีเมล์จะเป็นของอะไรก็ได้แต่แนะนำ ให้ใช้ gmail ของ google กรอกข้อมูลลงในช่องผู้ใช้อีเมล์ และรหัสผ่าน ไปที่ สร้างบล็อกของคุณทันที คลิกเปิด จะไปสู่ขั้นตอนการสร้างบล็อก 3 ขั้นตอน
1. สร้างบัญชี จะต้องกรอกรายละเอียดให้ครบ อ่านรายละเอียดและต้องยอมรับสิทธิ
ในการใช้ จากนั้นจึงคลิกดำเนินการต่อ
2. ตั้งชื่อเว็บบล็อกของคุณ หน้านี้ จะต้องกำหนดชื่อที่ใช้ในโปรไฟล์ ตั้งชื่อเว็บ
และกำหนดที่อยู่ (url) ของเว็บ ถ้าชื่อที่ใช้ไม่ซ้ำกับที่มีอยู่แล้ว การดำเนินการจะเสร็จสิ้น และไปที่เลือกแม่แบบ
3. เลือกแม่แบบ ผู้ให้บริการมีแม่แบบให้เลือกใช้ เมื่อเลือกแล้ว จะแก้ไขภายหลังก็
ได้ โดยมีการเปลี่ยนแปลงสี หรือ หัวข้อ ดังนั้น ผู้สร้างจึงเลือกรูปแบบใดที่พอใจไว้ก่อนได้ เมื่อตกลงเลือกแบบใดแบบหนึ่ง เว็บบล็อกของคุณก็เสร็จสมบูรณ์
การใช้งานเว็บบล็อกเมื่อสร้างแล้ว
1. ป้อนที่อยู่ (URL) ที่กำหนดไว้
2. ลงชื่อผู้ใช้อีเมล์ และรหัสผ่าน ควรระลึกไว้ว่า ทั้งหมดนี้ จะต้องตรงกับชื่อผู้ใช้
อีเมล์ และรหัสผ่านเดียวกันกับขั้นตอนการสร้าง
3. คลิกลงชื่อผู้เข้าใช้
4. ไปที่บทความใหม่ ตั้งหัวข้อเรื่อง ในช่องหัวข้อเรื่อง และพิมพ์ข้อมูล ในช่อง
ข้อมูล ในขั้นตอนนี้ สามารถเลือกแบบตัวอักษร ตามต้องการ ถ้าจะให้มีรูปภาพ ก็ไปที่รูปภาพ ซึ่งสามารถเลือกรูปภาพจากแฟ้ม หรือแหล่งที่ต้องการได้
5.เมื่อเขียนบทความเสร็จ ไปที่เผยแพร่บทความ บทความที่เขียนไว้จะไปปรากฏในบล็อก
ผู้สร้างสามารถเปิดดูได้ โดยไปที่ เทมเพลท “ดูบล็อก” ถ้าไม่พอใจจะแก้ไข ให้ไปที่ เทมเพลท “แก้ไขบทความ” ผู้สร้างสามารถบันทึกบทความไว้ด้วยก็ได้ถ้ายังไม่เผยแพร่
สรุป โดยทั่วไป บล็อกแต่ละบล็อกมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น บล็อกที่เกี่ยวกับการจัดการความรู้ บล็อกด้านการศึกษา บล็อกด้านห้องสมุด เป็นต้น การสร้างเอกลักษณ์ของบล็อก และการเขียนที่สม่ำเสมอ จะทำให้บล็อกเป็นที่น่าสนใจ และได้รับการติดตามจากผู้อ่าน บางครั้ง เจ้าของบล็อกอาจมีความรู้ความถนัดหลายด้าน การเขียนในบล็อกเดียวอาจทำให้ยากต่อการแยกหมวดหมู่ความรู้ และยากสำหรับผู้อ่านในการติดตามอ่าน ผู้เขียนหนึ่งคน จึงสร้างบล็อกได้มากกว่าหนึ่งบล็อก เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ทีแตกต่างกัน ตัวอย่างผู้ให้บริการอย่าง GotoKnow.org ได้เสนอเรื่อง Multi- blog ไว้อย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับผู้สร้างว่าจะเลือกผู้ให้บริการ จากเว็บใด
อ้างอิงจาก
ธัชชัย วงศ์กิจสาโรจน์. (2551) . กำเนิดคำว่า“บล็อก” และอีกหลายปีต่อมา. สารคดี 24: 285 (พ.ย.), 42-43
บล็อก (blog) ค้นข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki เมื่อ 2 ธันวาคม 2551.
Blog or Weblog คืออะไร? ค้นข้อมูลจาก http://gotoknow.org/blog/tutorial/3เมื่อ 2 ธันวาคม 2551.
Blogger ค้นข้อมูลจาก http://www.blogger.com/ เมื่อ 2 ธันวาคม 2551.